แบบสอบถาม

จะรู้ได้ไงว่า แบบสอบถามที่ใช้คุณภาพดี

การออกแบบหรือสร้างแบบสอบถามขึ้นมา เพื่อเก็บข้อมูลเชิงปริมาณในเรื่องที่ต้องการหาคำตอบ หรือต้องการรู้ด้วยข้อคำถามเป็นชุด ๆ จำนวนหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดพฤติกรรมภายในของบุคคลเกี่ยวกับความรู้สึก ทัศนคติ เจนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ พฤติกรรม ความสนใจ คุณลักษณะ ลักษณะประชากร เป็นต้น ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยให้ตัวแทนประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ตอบข้อมูล เพื่อใช้ศึกษาหาข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยทุกข้อคำถามจะต้องยึดหลักการตามแนวคิดทฤษฎีมีความสอดคล้องและตรงตามประเด็นที่ต้องการวัดผล  ดังนั้น การสร้างแบบสอบถามที่ดี หรือการออกแบบมาตรวัดที่เหมาะสมถูกต้องนั้น จะต้องหาความตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ค่าความตรง (Validity) ของเครื่องมือที่เป็นแบบสอบถาม เพื่อให้สามารถนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้ตามที่ต้องการ หรือตรงวัตถุประสงค์แต่มิใช่ต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างหนึ่งแล้วได้สิ่งอื่นมาแทน เช่น ถ้าสร้างแบบสอบถามเกี่ยวกับความผูกพันธ์องค์กร แต่เมื่อสร้างแบบสอบถามแล้วกับเป็นการสรšางแบบสอบถามทัศนคติต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งในงานวิจัยที่ใช้แบบสอบถามถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลนั้นมีวิธีการหาค่าความตรงที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท (Kittipong Pipitkun, 2018) ได้แก่

1. ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จะสามารถดำเนินการได้โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือในสาขานั้น ๆ เป็นผู้พิจารณาว่าเครื่องมือหรือแบบสอบถามนั้น มีความสอดคล้องกับโครงสร้างตรงกับประเด็นที่ต้องการจะประเมินหรือไม่ และจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญขั้นต่ำอย่างน้อยจำนวน 3 คน และนำคะแนนจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญไปทำการคำนวณ เพื่อหาค่าดัชนีของความสอดคล้อง (Index of Item-Objec-tive Congruence : IOC) ซึ่งจะได้ค่าที่เป็นตัวชี้วัด) โดยมีเกณฑ์การพิจารณาเลือกคําถามที่มีความตรง คือข้อคําถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5-1.00 คัดเลือกไวšใชš ส่วนข้อคําถามที่มีค่า IOC ตํ่ากว่า 0.5 ต้องควรมีการปรับปรุง แก้ไขหรือตัดทิ้งไป

2. ความตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) เป็นความเที่ยงตรงตามทฤษฎีหรือแนวคิดของเรื่อง
นั้น ๆ และเขียนไว้ในรูปของสมมติฐานเพื่อให้สามารถอธิบายค้นหาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาสนับสนุนได้ ส่วนการคำนวณหาค่าความตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) ของเครื่องมือวิจัยแบบสอบถามที่มีความตรงเชิงโครงสร้าง จะแสดงผลที่ได้จากการวัดที่มีความสัมพันธ์กับทฤษฎี ซึ่งการวิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างต้องใช้สถิติการวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) ประเภทการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืน (Confirmatory Factor Analysis : CFA) ด้วยโปรแกรมทางสถิติ LISREL หรือ AMOS ซึ่งเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจากค่า Root Mean Square Error of Approximation (RMSEA) ต้องมีค่าน้อยกว่า 0.05

ค่าความเชื่อถือ/ความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม

ความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นการวัดวิธีเดียวกันหลาย ๆ ครั้ง แล้ว นำผลการวัดมาหาความสัมพันธ์กันของความเชื่อถือ ซึ่งค่าของความสัมพันธ์ของการวัด คือ ค่าบ่งชี้อัตราความเชื่อถือได้ วิธีหาค่าความเชื่อถือได้ของมาตรวัดของเครื่องมือหรือแบบสอบถาม ด้วยวิธีการทดสอบแล้วทดสอบซ้ำ (Test and retest method) ด้วยการหาความคงเส้นคงวาของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยวิธีสอบซ้ำด้วยแบบทดสอบเดิม การหาค่าความเชื่อมั่น : การทดสอบซ้ำใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่วัดได้จากคนกลุ่มเดียวกัน ด้วยเครื่องมือเดียวกัน โดยทำการวัดสองครั้งในเวลาที่ต่างกัน โดยใช้มาตรวัดเดียวกันกับคนกลุ่มเดียวกันในเวลาต่างกัน และดูความสัมพันธ์ระหว่างผลการวัดทั้ง 2 ครั้ง หากถ้ามีความสัมพันธ์สูง แสดงว่า มีความเชื่อมั่นสูง

วิธีหาค่าความเชื่อถือได้ของมาตรวัดของเครื่องมือหรือแบบสอบถาม ด้วยวิธีวัดแบบที่ทดสอบแทนกันได้ (Alternate forms method) เป็นการทดสอบแบบใช้ข้อสอบเหมือนกัน Equivalent-Forms Reliability ความสอดคล้องกันของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาเดียวกันโดยใช้แบบทดสอบที่สมมูลกัน การหาค่าความเชื่อมั่น : การทดสอบแบบใช้ข้อสอบเหมือนกันใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่วัดได้จากคนกลุ่มเดียวกันด้วยเครื่องมือ 2 ฉบับที่ทัดเทียมกัน ต้องมีมาตรวัดคู่ขนานกัน 2 ชุด (parallel form) และนำไปวัดคนกลุ่มเดียวกัน โดยดูความสัมพันธ์ของผลการวัดทั้ง 2 มาตรวัด

วิธีหาค่าความเชื่อถือได้ของมาตรวัดของเครื่องมือหรือแบบสอบถามด้วยวิธี Split–halves method เป็นการทดสอบแบบการทดสอบแบบแบ่งครึ่ง (Split-Half Reliability ) เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการหาความคงที่ ภายในโดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวและสอบครั้งเดียว แต่แบ่งข้อสอบเป็น 2 ส่วน คือ ข้อคู่ และข้อคี่ การหาค่าความเชื่อมั่น: การทดสอบแบบแบ่งครึ่ง ใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างคะแนนที่วัดได้จากการแบ่งครึ่งข้อสอบที่สมมูลกันโดยใช้สูตร Spearman Brown เป็นการวัดครั้งเดียว โดยแบ่งเครื่องมือเป็น 2 ส่วน คือส่วนบน/ส่วนล่าง เป็นข้อคู่/ข้อคี่ และนำผลการวัดทั้งสองส่วนมาหาความสัมพันธ์กันของความยาวของมาตรวัดหรือแบบสอบถามมีผลต่อความเชื่อถือ

วิธีหาค่าความเชื่อถือได้ของมาตรวัดของเครื่องมือหรือแบบสอบถาม ด้วยการวัดความสอดคล้องภายในซึ่งวัดเพียงครั้งเดียว วิเคราะห์ค่า “ความสอดคล้องภายใน ” (ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อถือได้) แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือวิธี Kuder-Richardson (Zero/one Method) เป็นการทดสอบโดยการหาความคงที่ภายใน Kuder-Richardson Reliability เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการทดสอบว่าแบบสอบถามแต่ละข้อ มีความสัมพันธ์กับข้ออื่น ๆ ในฉบับเดียวกันหรือไม่ การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม: การคำนวณค่าสถิติของคะแนนรายข้อหากมาตรวัดทำถูกได้ 1  ทำผิดได้ 0 และคะแนนรวมใช้สูตร Kuder-Richardson KR–20/KR–21 และวิธี Cronbach’s Alpha (Coefficient Alpha) เป็นการทดสอบโดยวิธี Alpha Coefficient Reliability เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการทดสอบว่า แบบสอบถามแต่ละข้อมีความสัมพันธ์กับข้ออื่น ๆ ในฉบับเดียวกันหรือไม่ (คะแนนตั้งแต่ 0-…) การหาค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ การคำนวณค่าสถิติของคะแนนรวมทั้งฉบับโดยใช้สูตรคำนวณสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ใช้หาความเชื่อมั่น Essay question หรือการให้คะแนนเป็น Scale Validity / Reliability ในการวัดสิ่งสำคัญที่สุดคือ Validity/ความตรง มาตรวัดที่มีความตรงจะต้องมีความเชื่อถือได้ แต่ มาตรวัดที่มีความเชื่อถือได้อาจไม่มีความตรง ซึ่งค่าความเชื่อถือได้ (r) อยู่ระหว่าง -1 ถึง +1 และความเชื่อถือมากขึ้นเมื่อค่าเข้าใกล้ 1 มากที่สุด

การใช้แบบสอบถามเก็บเครื่องมือหรือแบบสอบถาม ควรตรวจสอบคุณภาพโดยหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) และความตรง (Validity) เพราะหากนักศึกษานำแบบสอบถามไปใช้เก็บข้อมูลเพื่อการวิจัย จะทำให้ผลการศึกษาทั้งหมดผิดหรือไม่น่าเชื่อถือเพราะข้อมูลที่ได้มาขาดคุณภาพ ไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวท่านเองและสังคมอีกทั้งอาจต้องทำใหม่หรือเรียนไม่จบ หรือหากองค์กรธุรกิจนำแบบสอบถาม ไปใช้เก็บข้อมูลเพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนกลยุทธ์กำหนดเป้าหมายด้านต่าง ๆ หรือองค์กรอื่น ๆ ก็จะได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกันคือผลการดำเนินงานต่าง ๆ ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย อันเป็นผลมาจากการนำผลการศึกษาวิจัยที่รวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือหรือแบบสอบถาม ที่ไม่ได้ตรวจสอบเครื่องมือหรือแบบสอบถามมาใช้